Monday, August 26, 2019

 

ฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย จบลงไปอย่างยิ่งใหญ่เร้าใจเหนือความคาดหมายของใครหลาย ๆ คน โดยตลอดหนึ่งเดือนของการแข่งขัน เราได้เห็นความประทับใจทั้งในสนามและนอกสนามหลายอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่อีสปอร์ตน่าจะนำมา “ปรับใช้” เพื่อพัฒนาวงการ วันนี้ก็เลยสรุปมาเป็น 5 บทเรียนสำคัญดังนี้ครับ

1. ปลุกเร้าอารมณ์ร่วม

หากฟุตบอลโลก เป็นแค่การแข่งขันฟุตบอล 64 นัด ที่เตะกันจนได้แชมป์ และทีมและแฟนบอลแยกย้ายกลับบ้าน มันก็คงไม่มีมนต์เสน่ห์อะไร แต่สิ่งที่ทำให้ฟุตบอลโลกแทบทุกครั้งน่าจดจำคือ “อารมณ์ร่วม” ทั้งในส่วนของนักเตะและแฟน ๆ โดยเรามักจะเห็นน้ำตาจากทั้งฝั่งผู้แพ้และชนะ และในส่วนของแฟนบอลเอง เราก็เห็นการเชียร์อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู โดยเฉพาะจากแฟนเม็กซิโกที่เชียร์กันจนเกิดแผ่นดินไหวเล็ก ๆ ขึ้นในเม็กซิโกซิตี้ ในนัดที่พลิกชนะแชมป์เก่าเยอรมนีไปได้

ผมมองว่าในอีสปอร์ต ที่แอคชั่นส่วนใหญ่มักจะโฟกัสไปที่จอการแข่งขันมากกว่าตัวผู้เล่น การสร้าง “อารมณ์ร่วม” ให้กับทั้งผู้เล่นและผู้ชมยิ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันจะช่วยหล่อหลอมให้อีสปอร์ตมีความเป็นมนุษย์ และสร้างความนิยมให้กับแฟน ๆ ทั้งรุ่นปัจจุบันและรุ่นหลังได้ยาวนาน ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าในอีสปอร์ตประเภทดัง ๆ อย่าง MOBA หรือ FPS อาจไม่มีจังหวะให้นักกีฬาได้ออกอาการดีใจมากนัก เพราะเป็นเกมที่มีแอคชั่นตลอด แต่อย่างน้อยผู้จัดการแข่งขัน ก็ไม่ควรมีกฎ “ห้าม” การดีใจเกินขอบเขต (ยกเว้นการดีใจที่ไป

2. อ้าแขนรับเหตุการณ์ “นอกบท”

ในฟุตบอลโลกที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่อยู่ “นอกบท” หลายอย่าง ที่สร้างความประทับใจให้เราไม่รู้ลืม เช่น การบุกห้องแถลงข่าวของนักฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศสเพื่อไปราดน้ำใส่ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ กันแบบไม่ให้ได้ตั้งตัว หรือการมาดูฟุตบอลแบบชิค ๆ ของประธานาธิบดีโคลินด้า กราบาร์-คิตาโรวิชของโครเอเชีย ที่นั่งเครื่องบินชั้นประหยัด ใส่เสื้อทีมชาติมาดูบอลแทนที่จะใส่สูท ไปดีใจใส่หน้านายกรัฐมนตรีอังเดร เมดเวเดฟของรัสเซีย และยังบุกไปฉลองกับนักฟุตบอลทีมชาติถึงห้องแต่งตัวอีกด้วย

คงจะไม่มีใครจดจำ ปธน. คิตาโรวิช และแมทช์รัสเซีย-โครเอเชียได้มากนัก หากเธอเลือกจะมานั่งดูบอลบนบ็อกซ์ VIP แบบสวย ๆ ใส่สูท และทำตัวสำรวม ในอีสปอร์ตก็เช่นกัน ผมเข้าใจว่าผู้จัดทุกรายล้วนแต่อยากจะให้งานของตัวเองเป็นไปตามแผนทั้งนั้น แต่หากเกิดเหตุการณ์ “นอกบท” ไม่ว่าจะมาจากนักกีฬาหรือผู้ชม เราก็ไม่ควรตื่นตระหนักและไปฝืนเดินงานให้เป็นไปตามแผนเดิม เพราะในหลาย ๆ ครั้งการยอมรับเหตุการณ์นอกบทเหล่านี้ก็จะเป็นการสร้างเสน่ห์ให้กับการแข่งขันแบบไม่รู้ตัว และยังเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นมนุษย์ของอีสปอร์ตด้วยครับ

3. พัฒนาการรายงานผล

 

ถึงแม้ฟุตบอลโลกในหนนี้จะไม่ได้มีนวัตกรรมใหม่มากมายเกี่ยวกับการเขียนข่าวฟุตบอลโลก แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะรูปแบบในการทำข่าวค่อนข้างลงตัวอยู่แล้ว เช่นในส่วนของ Match Report ที่พูดถึงทั้งผู้ชนะแลผู้แพ้อย่างสมดุล และตบท้ายด้วยสถิติสำคัญในแมทช์นั้น

ในอีสปอร์ตก็เช่นกัน แม้ว่าการรายงานผลจะพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ แต่ผมก็มองว่ามีหลายส่วนที่อีสปอร์ตสามารถ “ยืม” จากฟุตบอลเพื่อพัฒนาวงการได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำสถิติสรุปหลังรายงานผลการแข่งขันทุกนัด และที่น่าทำมาก ๆ คือการให้คะแนนความสามารถผู้เล่น (เต็มสิบ) เหมือนที่เราเห็นกันในฟุตบอลมานานนม ถ้าเราให้คะแนนผู้เล่น 22 คน (บวกตัวสำรอง) ในเกมฟุตบอลได้ ทำไมเราจะทำอย่างนั้นกับเกมแนว MOBA หรือ FPS ที่มีผู้เล่นฝั่งละ 5 คนไม่ได้ล่ะ?

4.ใส่ใจกับเพลงประกอบการแข่งขัน

 

บางคนบอกว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฟุตบอลโลกคราวนี้ดูไม่คึกคักในประเทศไทย สาเหตุหนึ่งน่าจะมาจากที่หลายคนไม่เคยได้ยินเพลง Live It Up เพลงประกอบการแข่งขันเสียด้วยซ้ำ! ซึ่งต่างจากฟุตบอลโลกหลายครั้งที่มีเพลงประกอบน่าจดจำ เช่น The Cup of Life ในปี 1998 หรือ Wavin’ Flag ในปี 2010

ในอีสปอร์ตก็เช่นกัน ผมมองว่าหลาย ๆ เกมยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเพลงประกอบหรือ Theme Song มากพอ โดยเกมใหญ่ ๆ ที่ดูใส่ใจก็เห็นจะเป็น League of Legends ที่มีเพลงประกอบในการแข่งขันชิงแชมป์โลกทุกปี โดยเพลงที่ดังที่สุดเห็นจะไม่พ้นเพลง Warriors ของ Imagine Dragons ที่ใช้ประกอบการชิงแชมป์โลกซีซั่น 4 ซึ่งแอดมองว่าในอีสปอร์ตเกมอื่นที่มีทัวร์นาเมนท์ใหญ่ การแต่ง Theme Song ขึ้นมาเพื่อใช้เปิดรายการและปิดรายการ หรือใช้เปิดในแต่ละเบรกโฆษณา จะช่วยให้แฟน ๆ จดจำทัวร์นาเมนท์นั้น ๆ ได้มากขึ้นครับ

5. จับมือกับกีฬาดั้งเดิมให้มากขึ้น

ท่าดีใจ Take the L (ที่มาจากเกม Fortnite) ของ อองตวน กรีซมันน์ ในรอบชิงชนะเลิศ ถือเป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกชัดเจนว่า อีสปอร์ตได้กลายเป็นกิจกรรม “กระแสหลัก” ของคนรุ่นใหม่ไปแล้ว และเกม ๆ นี้ยังแพร่หลายไปยังนักฟุตบอลระดับโลกอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น “แก๊งไก่” ของทีมชาติอังกฤษอย่างแฮรี่ เคน และเดเล่ อัลลี่ รวมถึง บร๊ะเจ้า อย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

ท่าดีใจของ อองตวน กรีซมันน์ แทบจะเป็นการโฆษณาเกม Fortnite ให้ฟรี ๆ และแอดมองว่า ผู้พัฒนาเกมอื่น ก็ควรจะฉวยโอกาสดี ๆ แบบนี้ไว้เช่นกัน เพราะเอาเข้าจริง ๆ แล้ว กีฬาดั้งเดิมกับอีสปอร์ตก็มีฐานแฟน ๆ ที่ไม่ต่างกันมากนักโดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น โดยตัวอย่างที่แอดเห็นว่า Epic Games ทำได้ดีคือการจัดทัวร์นาเมนท์แนวโปรแอม ที่จับเอานักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพมาเล่นคู่กับคนดังจากวงการอื่น แต่ก็ยังมีวิธีอื่น ๆ ในการต่อยอดความสัมพันธ์นี้ เช่นการจับนักกีฬาชื่อดังมาทำเป็นสกินในเกม หรือทางผู้จัดอาจจะจัดโชว์แมตช์ ระหว่างผู้เล่นระดับโลกกับคนดังที่เล่นเกมนี้ โดยให้แต้มต่อกับทีมคนดัง เช่น ทีมโปรต้องปิดตาเล่น ก็น่าจะไม่เลวครับ

#CGPepe

Cr.facebook.com/CGroundThailand

Banner Content
Tags:

Related Article

0 Comments

Leave a Comment

FOLLOW US

Advertisement

img advertisement

Archivies